การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด(มหาชน) และบริษัทย่อย ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และขยายแนวคิดการจัดการพลังงานและบรรเทาภาวะโลกร้อนให้ครอบคลุมในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุด โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการบริหารจัดการพลังงาน เช่น ไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรหมุนเวียนอื่นๆ ซึ่งทางบริษัทให้การส่งเสริมและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในองค์กรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ การใช้พลังงานในหน่วยงานและการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมหรือมาตรการ เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม
นโยบายการบริหารจัดการพลังงานและการบรรเทาภาวะโลกร้อน
บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด(มหาชน)และบริษัทย่อย ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นวาระสำคัญระดับนานาชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ดังนั้นบริษัทฯ จึงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญแนวทางการบรรเทาภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการบริหารจัดการพลังงาน เช่น ไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรหมุนเวียนอื่นๆ ขยายแนวคิดและการจัดการพลังงานและบรรเทาภาวะโลกร้อนให้ครอบคลุมในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุด โดยมีแนวทางการดำเนินงานดังต่อไปนี้
- บริษัทให้การส่งเสริมและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในองค์กรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในหน่วยงานและการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมหรือมาตรการเพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม
- บริษัทกำหนดเป้าหมายเพื่อการลดการใช้พลังงาน รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานและเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง เช่นการตั้งเป้าหมายในการลดการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การใช้กระดาษ เป็นต้น
- บริษัทปรับปรุงกระบวนการจัดการขยะโดยนำหลัก 3 R ประกอบด้วย การลดการใช้และการบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็น (Reduce) การนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด (Reuse) และการเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณขยะและลดการปลดปล่อยของเสียสู่สภาพแวดล้อม (Recycle)
- บริษัทรับผิดชอบในการบริหารจัดการมลพิษและของเสียที่เกิดจากกระบวนการธุรกิจ โดยระบุที่มาของมลพิษและของเสียในกระบวนการธุรกิจ ดำเนินมาตรการเพื่อลดมลพิษและของเสียดังกล่าว รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานและเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง
- บริษัทเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด และส่งเสริมกิจกรรมคาร์บอนต่ำในขั้นตอนการทำงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
- บริษัทประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรผลิตภัณฑ์ (Product Cycle)
- บริษัทรับผิดชอบในการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณในการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน ครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานและเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่อง
- บริษัทส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ด้วยการจัดฝึกอบรม การแบ่งปันความรู้ หรือการจัดกิจกรรมรณรงค์
- บริษัทประสานความร่วมมือกับองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับประเทศ
- บริษัทกำหนดนโยบายบริหารจัดการพลังงานและบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยการถ่ายทอดให้กับบริษัทย่อยถือปฎิบัติร่วมกัน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่ธุรกิจ เพื่อสร้างความตระหนักและนำไปใช้เป็นแนวทางการปฎิบัติตามบริบทของแต่ละองค์กร
แนวทางในการปฏิบัติ
สำหรับแนวทางในการดำเนินการภายใต้โครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อให้เกิดผลิตภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะมีกิจกรรมในการดำเนินหลัก ๆ ดังนี้
- การกำหนดนโยบายตลอดจนกำหนดเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การออกแบบและพัฒนาการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การจัดทำเอกสาร รายงาน และการทวนสอบบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
- การรวบรวมและจัดเก็บเพื่อคำนวณการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยใช้หลักการของ Carbon Footprint เพื่อเป็นแนวทางในการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาในรูป ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า โดยมีการแบ่งตามขอบเขตการปล่อย คือ
- ขอบเขตที่ 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางตรงขององค์กร
- ขอบเขตที่ 2 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน เช่น ไฟฟ้า พลังงานไอน้ำ
- ขอบเขตที่ 3 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางอ้อมอื่นๆ อาทิ การเดินทางของพนักงาน การใช้กระดาษ การใช้น้ำประปา
- การกำหนดแผนงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในปี 2568 ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567
แผนงานการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2568 บริษัทและบริษัทย่อย จัดทำแผนในการดำเนินการภายใต้โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยได้ดำเนินการตามแผนงาน ดังนี้
- กำหนดเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- สื่อสารให้ความรู้กับพนักงาน สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- รณรงค์การใช้ทรัพยากรธรรมาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการประหยัดหรือใช้เท่าที่จำเป็น
- สนับสนุนให้มีการนำพลังงานสะอาดมาใช้ทดแทน โดยการติดตั้งโซล่าเซลล์บนอาคารโรงงาน
- ส่งเสริมให้เปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ทดแทน B7
- การจัดซื้ออย่างยั่งยืน โดยการคัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือใช้วัสดุรีไซเคิล
- การบริหารจัดการของเสียในกระบวนการผลิต ให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อลดการนำของเสียไปสู่ชุมชน
- การบริหารจัดการหมุนเวียนน้ำ โดยการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่
- การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ โดยจัดให้มีการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ (สร้างแนวกันไฟ) เพื่อลดโอกาสที่ป่าจะถูกทำลาย
- การบริหารจัดการแยกขยะ เพื่อลดปริมาณขยะทั่วไปสู่บ่อฝังกลบ
- มอบหมายและส่งเสริมให้บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ดำเนินการประเมินและทวนสอบการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินท์ขององศ์กร เพื่อขอขึ้นทะเบียนกับ อบก.
ตารางแสดงผลเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

*ค่าน้ำประปา สำหรับอาคารสำนักงานของ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าอาคารสำนักงานได้จัดเก็บรวมอยู่กับค่าบริการตามสัญญาเช่า
*ปริมาณขยะฝังกลบปี 2567 เพิ่มขึ้น เนื่องจากนำปริมาณสินค้าเสียทำลาย เพื่อนำไปฝังกลบด้วย
หมายเหตุ : ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนเฉพาะ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)
ในปี พ.ศ. 2568 บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ได้ดำเนินการมอบหมายให้คณะทำงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจ และอยู่ระหว่างการทบทวนมาตรฐานการรวบรวม จัดเก็บ และบันทึกข้อมูล เพื่อเปิดเผยตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและทรัพยากรให้คุ้มค่าและลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป โดยในปีที่ผ่านมา ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนเฉพาะบริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เท่ากับ 737.0234 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เมื่อเปรียบเทียบข้อมูล พบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 295.5343 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ คิดเป็น 28.60% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีฐาน 2567 ที่ผ่านมา เนื่องจาก การใช้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 32.68% และการใช้ปริมาณไฟฟ้าที่ลดลง 4.24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว
โครงการการทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จึงได้ดำเนินการเพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำการพิจารณาก๊าซเรือนกระจก 7 ชนิด และทำการรวบรวมข้อมูลกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมาคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ปีละ 1 ครั้ง และจัดทำรายงานผลการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ตามข้อกำหนดในการคำนวณและรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ระยะเวลาในการติดตามผล 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567 และขอรับการทวนสอบข้อมูลเป็นระดับการทวนสอบแบบจำกัด (Limited level of assurance) และมีความสาระสำคัญ (Materiality) 5% และรับรองผลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
เป้าหมายการดำเนินงานปี 2568
เพื่อให้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรปีฐาน 2566 และได้รับการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
ผลลัพธ์เมื่อเทียบกับเป้าหมาย
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ระยะเวลา 1 ม.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2567 Scope 1 & 2 เท่ากับ 5,132 tonCO2e/year Scope 3 เท่ากับ 17,014 tonCO2e/year และได้รับการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ตามประกาศขององค์การบริหารการจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) ดำเนินการแล้วเสร็จได้ตามเป้าหมาย

โครงการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นสิ่งที่บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ให้ความสำคัญ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เพื่อลดปัญหาโลกร้อนให้ครอบคลุมในห่วงโซ่ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อส่งมอบปลาสวรรค์ทาโรที่มีคุณประโยชน์ให้กับผู้บริโภค จากความมุ่งมั่นและการดำเนินธุรกิจเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทได้รับรางวัล Climate Action Leader จากงาน CCI Climate Change Forum 2025 จัดโดยสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Institute) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยชูแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใน 2 ด้านหลักคือ
- การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อเป็นพลังงานสะอาดทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า
- ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าลง ม.ค. - มิ.ย. 2568 22% หรือลดค่าไฟฟ้า 360,000 บาท ต่อเดือน และ ก.ค. - ธ.ค. 2568 ลดลง 28% หรือลดค่าไฟฟ้า 460,000 บาท ต่อเดือน และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
- ผลลัพธ์ที่ได้คือ ช่วงเดือน ม.ค. - ธ.ค. 2568 ค่าไฟฟ้าลดลงเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 5,102,429 บาท เฉลี่ย 425,202 บาท/เดือนและสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 594.88 ton CO2e เฉลี่ยได้ 49.57 tonCO2e /เดือน
- การจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตและเศษอาหารจากโรงงาน
- บริษัทมีการแปลงของเสียให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปริมาณขยะฝังกลบและลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมให้พนักงานนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้ ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ตามหลักการ 3R คือ การลดการใช้และการบริโภคทรัพยากรที่ไม่จำเป็น (Reduce) การนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด (Reuse) การเลือกใช้ทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
ผลลัพธ์ที่ได้ ของเสียจากกระบวนการผลิตนำไปผลิตเป็นปุ๋ยได้ 12,675 Kg เพื่อแจกจ่ายปุ๋ยให้กับพนักงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย 190,125 บาท และส่งมอบให้ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงฯ ค่ายไพรีระย่อเดช จังหวัดสระแก้ว ช่วยลดของเสียจากกระบวนการผลิตและโรงอาหารไปสู่ชุมชน 24 ตัน/ปี คิดเป็น 100% และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 55.68 tonCO2e/ปี

การประเมินมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ
บริษัท มีวนา จำกัด เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ที่ดำเนินธุรกิจกาแฟอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2555 โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงรายปลูกกาแฟในระบบเกษตรอินทรีย์ ภายใต้ โครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า และรับซื้อผลผลิตทั้งหมดจากเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์เพื่อแปรรูปและจัดจำหน่าย โดยมุ่งหมายให้เป็นกิจการเพื่อสังคม คือเป็นธุรกิจที่มุ่ง พัฒนาเศรษฐกิจและสร้างเสริมความเข้มแข็งของชุมชนเกษตรกร พร้อมกันไปกับการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำ 3 แห่งของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ต้นน้ำแม่ลาว ต้น น้ำแม่สรวย และต้นน้ำแม่กรณ์ ในปัจจุบัน โครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีพื้นที่ทั้งหมด 4,671.25 ไร่ มีสมาชิกที่เป็น เกษตรกร 278 ครอบครัว จาก 7 หมู่บ้าน 4 ตำบล ใน 3 อำเภอของจังหวัดเชียงราย (ณ ปี พ.ศ. 2566) โดยดำเนินงาน ในสองลักษณะ คือ
(1) ปลูกกาแฟในระบบเกษตรอินทรีย์ใต้ร่มเงาไม้ในป่าเดิมที่อนุรักษ์เอาไว้ก่อนหน้า
(2) การปรับเปลี่ยนสวนกาแฟอยู่ก่อนแล้ว ให้เป็นป่ากินได้ โดยปลูกต้นไม้เสริมเพื่อให้ร่มเงา สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
ส่งผลทำให้โครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่ามีส่วนช่วย อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าหลายพันไร่ตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันยังสร้างรายได้แก่ เกษตรกร 278 ครอบครัวในโครงการฯ เฉลี่ยครอบครัวละ 107,826 บาทต่อปี โดยบริษัทให้เงิน พรีเมี่ยมเพิ่มขึ้นอีก 2 ประเภทคือ ออร์แกนิกพรีเมี่ยม เฉลี่ยครอบครัวละ 11,014 บาทต่อปี (คิดเป็น 10.21% ของราคาผลผลิต) และ เงินพรีเมี่ยมกาแฟใต้ร่มไม้ เฉลี่ยครอบครัวละ 2,519 บาทต่อปี (คิด เป็น 2.34 % ของราคาผลผลิต) รายได้ดังกล่าวนี้ เป็นตัวเลขเฉลี่ยจากข้อมูลการขายผลผลิตกาแฟ 3 ปีล่าสุด คือ ปี 2563-2565 ของเกษตรกรทั้งหมดในโครงการ
นอกจากนี้ บริษัท มีวนา จำกัด ยังจ่ายเงินทุนเพื่อพัฒนาชุมชนให้กับกลุ่มผู้ผลิต โดยคำนวณ ในอัตรากิโลกรัมละ 0.50 บาท จากปริมาณกาแฟผลสดทั้งหมดที่เกษตรกรในโครงการ ขายให้กับบริษัท ซึ่งเป็นยอดเงินเฉลี่ยปีละ 547,365 บาท (คิดเป็น 1.83 % ของราคาผลผลิต) เงินดังกล่าวนี้ จะถูกใช้เพื่อการพัฒนากลุ่มและชุมชนให้เข้มแข็ง เช่น การสร้างหรือจัดหาสาธารณูปโภคต่างๆ ใน ชุมชน อาทิ สร้างและซ่อมถนน สร้างสนามกีฬาเพื่อลดปัญหาการเสพยาเสพติดในชุมชน ติดไฟกิ่ง เพื่อส่องสว่างทางในหมู่บ้าน และติดพัดลมในอาคารที่เป็นศูนย์รวมของชาวบ้าน เป็นต้น
อีกทั้งโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่ายังช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับ ชาวบ้านในประเด็นการบุกรุกทำลายป่าด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเล่าว่าเกษตรกรที่ปลูกกาแฟจะเป็นฝ่าย เร่งรัดเจ้าหน้าที่ในการร่วมกันทำแนวกันไฟเมื่อเริ่มเข้าฤดูแล้ง เพราะหากเกิดไฟป่า กาแฟที่ชาวบ้าน ปลูกไว้อาจได้รับความเสียหายไปด้วย ทั้งยังร่วมกันจัดกิจกรรมปลูกป่าในสวนกาแฟต่อเนื่องกันทุกปี ตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 120,000 ต้น
ดังนั้นบริษัท มีวนา จำกัด จึงต้องการทราบว่าพื้นที่ป่าที่รักษาไว้ได้ภายใต้โครงการกาแฟอินทรีย์รักษา ป่านั้น มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด โดยได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐาน ชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ทำการประเมินมูลค่าบริการระบบนิเวศของป่าในพื้นที่ ดังกล่าว โดยมี ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล ผู้เชี่ยวชาญการประเมินมูลค่าบริการระบบนิเวศ บริษัทปูน ซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ดีตผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นที่ปรึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อการประเมินมูลค่าด้วย แบบจำลองที่ ดร.พงษ์ศักดิ์คิดค้นขึ้น ทีมงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายของบริษัท มีวนา จำกัด ได้ดำเนินการ เก็บวัดข้อมูลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2566 และวิเคราะห์ผลตามแนวทางที่ได้เรียนรู้จาก ดร. พงษ์ศักดิ์ ตามรายละเอียดขั้นตอนต่อไปนี้
การเก็บวัดข้อมูล
ได้ทำการคัดเลือกพื้นที่ศึกษา ที่ใช้เป็นตัวแทนของพื้นที่ทั้งหมดของโครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้น น้ำที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่มีความลาดชัน จึงได้คัดเลือกพื้นที่ในส่วนที่เป็นพื้นที่ยอดเขา พื้นที่ไหล่เขา และพื้นที่ลาดเชิงเขา เป็นตัวแทน เพราะมีความลึกของชั้นดินและความสมบูรณ์ของ ป่าไม้ที่แตกต่างกัน พื้นที่แต่ละแห่งที่ได้รับการคัดเลือก จะสร้างแปลงทดลองขนาด 20X40 ตารางเมตร โดยให้ ด้านของแปลงที่ยาว 40 เมตรขนานไปกับความลาดชันของพื้นที่ ทำการปักหมุดถาวร เพื่อการติดตามประเมินผลการเปลี่ยนแปลงค่าความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ ในช่วง ระยะเวลาต่าง ๆ ของการดำเนินโครงการ
การวิเคราะห์เบื้องต้นข้อมูล
นำข้อมูลที่เก็บวัดได้ มาวิเคราะห์ในเบื้องต้น โดยมีลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้
(1).ประเมินเปอร์เซ็นต์การปกคลุมพื้นที่โดยเรือนยอด (CC)
(2).ประเมินค่าจำนวนชั้นเรือนยอด (CS)
(3).ประเมินค่าร้อยละของพื้นที่หน้าตัดลำต้นของต้นไม้ทุกต้นต่อหน่วยพื้นที่ (BA)
(4).ประเมินค่าข้อมูลเสริม ที่ประกอบไปด้วย
(4.1).ข้อมูลปริมาณน้ำฝนรายปี (Ra)
(4.2).ข้อมูลค่าคะแนนลักษณะภูมิประเทศ (CNt)
การประเมินคุณค่าและมูลค่าความหลากหลายของระบบนิเวศ
นำผลผลิตจากการวิเคราะห์เบื้องต้นข้อมูลในข้อที่ (1), (2), (3), ข้อมูลความลึกของชั้นดิน (SD) และข้อมูลจากข้อที่ (4) มานำเข้าแบบจำลองคุณค่าและมูลค่าบางประการของความ หลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศต้นน้ำ ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชพัฒนาขึ้นมา แบบจำลองมีขั้นตอนในการดำเนินงานที่ประกอบไปด้วย
- การประเมินค่าคะแนนความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ (BDV)
- แบบจำลองจะนำผลผลิตจากข้อที่ (1) มาประเมินคุณค่าและมูลค่าความหลากหลายทาง ชีวภาพของระบบนิเวศป่าต้นน้ำ
การประเมินมูลค่าบริการระบบนิเวศของพื้นที่ในโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า
บริษัท มีวนา จำกัด ได้แบ่งพื้นที่ในการประเมินมูลค่าบริการระบบนิเวศของพื้นที่ในโครงการ กาแฟอินทรีย์รักษาป่า ออกเป็น 3 ป่าต้นน้ำ ได้แก่ ป่าต้นน้ำแม่ลาว ป่าต้นน้ำแม่สรวย และป่าต้น น้ำแม่กรณ์ โดยพื้นที่แต่ละป่าต้นน้ำจะประเมินตามเกณฑ์กาแฟใต้ร่มไม้ที่ ตามที่บริษัทกำหนดขึ้น ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระดับ เรียงจากความหลากหลายของพันธุ์ไม้และร่มเงาจากมากไปหาน้อย แบ่งเป็น ระดับ A ถึง ระดับ D ดังรายละเอียดดังนี้
สรุปมูลค่าบริการระบบนิเวศของพื้นที่ในโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา
ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ทั้งหมด 4,671.25 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 555,468,585 บาทต่อปี หรือเฉลี่ย 118,912 บาทต่อไร่ต่อปี โดยแยกเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ดังนี้
- พื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ลาว 1,730.75 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 223,541,313 บาทต่อปี
- พื้นที่ป่าต้นน้ำแม่สรวย 2,146.75 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 249,974,898 บาทต่อปี
- พื้นที่ป่าต้นน้ำแม่กรณ์ 75 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 81,952,374 บาทต่อปี


ข้อมูลในรายงานข้างต้นนี้ ได้รับการทวนสอบแล้ว จากเจ้าหน้าที่ของ สำนักงานพัฒนา เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ซึ่งได้เข้าทวนสอบเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 โดยทวนสอบระบบการตรวจวัดข้อมูลของเจ้าหน้าที่ มีวนา ในเรื่องของเอกสาร เครื่องมือ และวิธีการวัด ตรวจสอบการวัดปริมาณต้นไม้ ตรวจเช็คระยะขอบ เส้นรอบวง ทรงพุ่ม พื้นที่ใน การทวนสอบ 800 ตารางเมตร (20x40 เมตร)
.png)
เอกสารอ้างอิง
- ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล วิธีการประเมินคุณค่าและมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพ ของระบบนิเวศป่าต้นน้ำ
- นพดล จันทร์เรือง แก้วหทัย สำโรงทอง วิชญ์วิสิฐ ธิราชรัมย์. และ ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัส ชุติกุล. 2566. แนวคิดและวิธีการประเมินมูลค่าบริการระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services, PES) (ของการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ในป่าเสื่อมโทรม). เอกสาร วิชาการที่1/2566.CSR/SCGC กิจการเพื่อสังคม
ข่าวสารและกิจกรรม
การดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2567
ในปี พ.ศ.2567 บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ได้ดำเนินการมอบหมายให้คณะทำงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจ และอยู่ระหว่างการทบทวนมาตรฐานการรวบรวม จัดเก็บ และบันทึกข้อมูล เพื่อเปิดเผยตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายในปี พ.ศ.2567
การใช้พลังงานสะอาดทดแทน 2567
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัดและบริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด ได้ยึดถือนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีแผนงานในการขยายการติดตั้งแผงโซล่า (Solar Roof)
การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ประจำปี 2567 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ประจำปี 2567 จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ยืนยันวิสัยทัศน์องค์กรสู่ความยั่งยืน
การดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2566
เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทได้ตั้งเป้าหมายในปี 2566 ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% หรือคิดเป็นปริมาณ 51.5638 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565
การใช้พลังงานสะอาดทดแทน 2565
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัดและบริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด ซี่งเป็นบริษัทย่อย ได้ยึดถือนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมโยงถึงการใช้พลังงานทดแทน
การดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประจำปี 2565
ในปี พ.ศ. 2565 บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ได้ดำเนินการมอบหมายให้คณะทำงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจ และอยู่ระหว่างการทบทวนมาตรฐานการรวบรวม จัดเก็บ และบันทึกข้อมูล เพื่อเปิดเผยตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายในปี พ.ศ.2566 เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและทรัพยากรให้คุ้มค่าและลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป
โครงการขยายการติดตั้ง Solar Roof เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ของบริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด
ภาพโครงการขยายการติดตั้ง Solar Roof เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ของบริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ได้ขยายผลการลงทุนติดตั้งโซล่าร์รูฟ อีกจำนวน 740 Kw ติดตั้งแผง PV Module เพิ่มจำนวน 1,386 แผง รวมขนาดของแผงโซล่าร์ คิดเป็นขนาด 810 Kw ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จำนวน 1,178 MWh ต่อปี หรือ 3,227 หน่วย/วัน