การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
การดำเนินธุรกิจผลิตสินค้าและบริการ ย่อมต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก บริษัทจึงมีความมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าและบริการควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนอนุรักษฺและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ เพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินธุรกิจผ่านแนวทางและมาตรการในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในหลายด้าน
นโยบายการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างดุลยภาพด้านสิ่งแวดล้อมควบคุ๋ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยการอนุรักษ์ส่งเสริมและสนับสนุนการส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นต่อไป ซึ่งกำหนดแนวทางปฎิบัติให้ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทาน อาทิเช่น พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ค้า พนักงาน ให้มีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน เช่น การลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ด้วยการขยายการติดตั้งพลังงานสะอาดทดแทน,ร่วมกันกับคู่ค้ารณรงค์ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการขนส่ง,การปรับเปลี่ยนพลังงานก๊าซ(LNG)ในกระบวนการผลิต,การบริหารจัดการน้ำทิ้งนำกลับมาใช้ใหม่และสร้างมูลค่าจากของเสียในกระบวนการผลิต เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนพัฒนาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน พร้อมทั้งปลูกฝังให้พนักงานตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งภายในและนอกองค์กรอย่างต่อเนื่อง
แนวทางปฎิบัติในการใช้ทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ
- บริษัทมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
- ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการผลิต การขนส่ง การจัดจำหน่ายจนถึงผู้บริโภค ให้พัฒนาปรับปรุงการทำงานเพื่อลดใช้ทรัพยากรหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
- กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อจัดทำแผนการดำเนินงานพัฒนาประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ติดตาม รายงานและปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
- สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่ธุรกิจ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ความสำคัญ ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า หรือการใช้พลังานสะอาดทดแทน อาทิเช่น การใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆ, ก๊าซธรรมชาติต่างๆ, ไฟฟ้า, น้ำ และกระดาษ ฯลฯ
- บริษัทหลีกเลี่ยงการดำเนินงานที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์,พื้นที่ได้รับความคุ้มครองหรือพื้นที่คุ้มครองตามกฏหมายท้องถิ่นนั้นๆ ตลอดจนขอความร่วมมือ ส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการพัฒนาปรับปรุงด้านความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกันเพื่อลดผลกระทบและฟื้นฟูผลกระทบระบบนิเวศตลอดห่วงโซ่ทางธุรกิจ
การบริหารจัดการพลังงาน
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านคณะทำงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งแต่กระบวนคัดเลือกคู่ค้า การจัดซื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตและการขนส่งที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พัฒนาร่วมกับคู่ค้าเพื่อลดความสูญเปล่าของวัตถุดิบส่วนเหลือ (Waste) โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การใช้พลังงานสะอาดทดแทนด้วยการขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์บนหลังคาของอาคารโรงงานผลิตเพิ่มขึ้น และเพิ่มปริมาณการนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างจิตสำนึกให้กับพนักงานผ่านการรณรงค์การลดการใช้พลังงานและการคัดแยกขยะให้เกิดการปฏิบัติอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ได้สนับสนุนให้ บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ดำเนินการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยได้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นที่ปรึกษา ผ่านการทวนสอบกับบริษัท อีซีอีอี จำกัด และได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568
1. โครงการใช้พลังงานสะอาดทดแทน
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัดและบริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด ซี่งเป็นบริษัทย่อย ได้ยึดถือนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการบริหารจัดการใช้ไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนจึงถือเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญเพราะในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับปริมาณเชื้อเพลิงที่จะประสบภาวะขาดแคลนในอนาคต เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ประกอบกับเชื้อเพลิงดังกล่าวได้ก่อปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ ทำให้เกิดก๊าซพิษต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- บริษัทได้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้แหล่งพลังงานทดแทนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในโรงงานจึงได้มีการติดตั้งแผงโซล่า บนหลังคา (Solar Roof) เป็นพลังงานสะอาดที่ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าได้อีกด้วย
- บริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งได้เริ่มต้นดำเนินการลงทุนติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ตั้งแต่ปี 2560 และได้เพิ่มการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาสามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้ 1,719,000 MWh/ปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 859.33 /ปี อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ 8,253,074 บาท
.png)
ผลการดำเนินงานประจำปี 2568
-Photoroom.png)
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
ในกระบวนการผลิตสินค้านั้น น้ำสะอาดถูกจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในขั้นตอนล้างทำความสะอาดวัตถุดิบและการล้างทำความสะอาดเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ เป้าหมายของโครงการนี้คือ การลดปริมาณการปล่อยน้ำหลังการบำบัดลงสู่คลองสาธารณะ ดังนั้นบริษัทจึงเล็งเห็นว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างเหมาะสม ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้ทุกส่วนงานรู้ถึงคุณค่าของน้ำ ทำให้ช่วยลดภาระในการบำบัดน้ำเสีย และยังเป็นการปรับปรุงให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ลดน้อยลงด้วย
บริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด และ บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ซี่งเป็นบริษัทย่อย ได้กำหนดการบริหารจัดการน้ำเป็นแผนงานประจำปี เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตการขาดแคลนน้ำ โดยการนำน้ำใช้แล้วในกระบวนการผลิต มาผ่านกระบวนการเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นแผนงานที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เกิดผลดีให้มีการใช้ทรัพยากรน้ำ (น้ำประปา) อย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังสามารถลดปริมาณน้ำทิ้งหลังบำบัดลงสู่คลองสาธารณะ
ในปี พ.ศ. 2568 พีซีไอ ขยายเป้าหมายในการนำน้ำทิ้งหลังการบำบัดกลับมาใช้ซ้ำในปริมาณ 224 ลบ.ม./วัน หรือคิดเป็น 95% ของน้ำทิ้งทั้งหมด โดยน้ำที่ผ่านการบำบัดเหล่านี้ได้ถูกนำกลับมาใช้ในพื้นที่รอบนอกไลน์ผลิต เช่น น้ำใช้ชักโครกในห้องน้ำ, ใช้ในการรดน้ำต้นไม้, ล้างลานรับวัตถุดิบ, ลานโหลดสินค้า และบำบัดอากาศโดยลดเขม่าควันจากการเผาไหม้ของ Boiler เป็นต้น และในปีที่ผ่านมาบริษัท พี.เอม.ฟูดนั้นได้ได้ขยายการนำน้ำกลับมาใช้เพิ่มขึ้น ตั้งเป้าหมายดำเนินการนำน้ำทิ้งหลังจากบำบัดกลับมาใช้ซ้ำในปริมาณ 40 ลบ.ม./วันหรือคิดเป็น 20% ของปริมาณน้ำทิ้งทั้งหมด โดยนำกลับมาใช้ในพื้นที่รอบนอกไลน์ผลิต เช่น น้ำใช้ชักโครกในห้องน้ำ, ใช้สำหรับรดน้ำต้นไม้, ล้างพื้นในบริเวณรอบนอกอาคาร เป็นต้น
บริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งได้เริ่มดำเนินการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และได้เพิ่มปริมาณการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่รวมกันได้ 108,274 ลบ.ม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 86.05 tonCO2e/ปี อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนค่าน้ำประปาได้ 1.87 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานประจำปี 2568
-Photoroom.png)
ความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security)
บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ตระหนักดีว่า "น้ำ" เป็นทรัพยากรที่มีค่าและเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายและเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคด้วยความมุ่งมั่นในการสร้าง "ความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน" (Sustainable Shared Success) บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า
Water Availabilit
ความพร้อมใช้น้ำ หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ทางกายภาพหรือการขาดแคลนทรัพยากรน้ำจืด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน/การผลิต ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการเติบโต โดยทั่วไปแล้ว ความพร้อมใช้น้ำจะคำนวณจากปริมาณน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินที่มีอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ
1. การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Management) บริษัทฯและบริษัทย่อย ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องอุณหภูมิ แต่ส่งผลผ่าน "น้ำ" ใน 3 รูปแบบหลัก
- น้ำท่วม:ส่งผลกระทบทำลายผลผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน
- น้ำแล้ง:ส่งผลกระทบทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตอาหาร
- ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น: ส่งผลกระทบที่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเค็มรุกรานพื้นที่เกษตร
2.ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำแบบองค์รวม (Holistic Management) การจัดการน้ำแบบนี้ไม่ได้มองแค่ "ภายในโรงงาน" แต่ขยายขอบเขตออกไป 4 ระดับ
- ภายในองค์กร:การใช้ซ้ำ (Reuse) และการหมุนเวียนน้ำ (Recycle) เพื่อลดการดึงน้ำจากแหล่งธรรมชาติ
- คู่ค้า(Supply Chain): ส่งเสริมให้เกษตรกรต้นน้ำใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมให้มีการบำบัดน้ำใช้
- ชุมชน:มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจจะไม่แย่งชิงทรัพยากรน้ำจากคนในพื้นที่ เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ
- ระบบนิเวศ:การฟื้นฟูป่าต้นน้ำเพื่อรักษาต้นกำเนิดของทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เช่น การปลูกต้นไม้
Baseline Water Stress
ความเครียดจากน้ำพื้นฐานวัดอัตราส่วนของปริมาณการใช้น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินทั้งหมดต่อปริมาณน้ำหมุนเวียนที่มีอยู่ ตัวบ่งชี้นี้อ้างอิงจากผลลัพธ์ของแบบจำลอง PCR-GLOBWB 2
สานที่ตั้งบริษัทและบริษัทย่อย
-
บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน): เลขที่ 1 อาคาร ซอย พรีเมียร์ แขวง หนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250
-
บริษัท พี เอม ฟูด จำกัด: 505 ม.9, เขตอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี, ต.หนองกี่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี 25110
-
บริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด: 98/1 ตำบล บางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี สมุทรปราการ 10540
-Photoroom.png)
ข้อมูลอ้างอิงจาก: World Wide Fund for Nature (องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล
แนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามมิติความยั่งยืน
|
มิติความยั่งยืน |
แนวทางปฏิบัติที่สำคัญ |
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
|
ความมั่นคง (Security) |
หาแหล่งน้ำสำรองและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ |
ธุรกิจดำเนินต่อได้แม้ในภาวะวิกฤต |
|
การแบ่งปัน (Equity) |
บริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชน |
ลดความขัดแย้งและสร้างความยอมรับ |
|
สิ่งแวดล้อม (Ecology) |
บำบัดน้ำทิ้งและอนุรักษ์ต้นน้ำ |
รักษาสมดุลของระบบนิเวศธรรมชาติ |
การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ
บริษัท มีวนา จำกัด หนึ่งในบริษัทย่อย ที่มีแนวทางการพัฒนาระบบการผลิตภาคการเกษตรร่วมกับชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่าให้สามารถเลี้ยงชีพอยู่ร่วมกับป่าและมีส่วนร่วมในการพิทักษ์รักษาทรัพยากรป่าไม้ให้อยู่อย่างยั่งยืนกับผืนแผ่นดินไทยตลอดไป ด้วยกลยุทธ์ที่มีแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ 3 ด้าน คือ ฐานทรัพยากร ระบบการผลิต เศรษฐกิจชุมชน ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ป่า ภูมิประเทศ วัฒนธรรม และองค์ความรู้ของชุมชนโดยใช้ “กาแฟ” เป็นเครื่องมือ โดยเล็งเห็นว่ากาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถจะช่วยรักษาทรัพยากรป่าไม้ และทำให้คนในชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอ เพราะกาแฟเป็นพืชที่เจริญเติบโตใต้ร่มไม้ได้ดี กาแฟที่เติบโตใต้ร่มเงาไม้ป่าจะให้ผลกาแฟที่มีคุณภาพและรสชาติดี สามารถปลูกได้ในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้สารเคมี ในกระบวนการผลิตกาแฟในระบบเกษตรอินทรีย์ส่งผลให้ช่วยรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ป่าต้นน้ำไม่ให้ถูกทำลายหรือปนเปื้อนจากสารเคมี ซึ่งอาจเกิดส่งผลกระทบกับผู้ใช้น้ำทั้งในชุมชนและนอกชุมชน บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่า 7 หมู่บ้านและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ภายใต้ โครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า “มีวนา” ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก 7 หมู่บ้าน รวมทั้งสิ้น 256 ราย ครอบคลุมพื้นที่การผลิตกาแฟอินทรีย์ 4,671.25 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองการผลิตกาแฟมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล
โดยในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาหลากหลายโครงการ เช่น การปลูกป่าสร้างความยั่งยืนให้วิถีชุมชน, การจัดทำแนวกันไฟป่า, การจัดทำฝายชะลอน้ำ เป็นต้น โครงการสร้างการมีส่วนร่วมด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) โดยการดำเนินงานหลักจากการปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาไม้แล้วนั้น ยังจัดกิจกรรมปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 12 ปี (ระยะเวลาปี พ.ศ. 2557-2568) ภายใต้โครงการ ”ปลูกป่า มีกาแฟ มีวนา สร้างความยั่งยืนให้วิถีชุมชน” ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 บริษัทได้ประสานกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ โครงการพระราชดำริขุนลาวและศูนย์เพาะกล้าไม้ เชียงราย ในการจัดหาต้นกล้าที่มีความหลากหลายชนิดให้ชุมชนนำมาปลูก จำนวน 11,679 ต้นกล้า แบ่งเป็นประเภทไม้ยืนต้น จำนวน 5,814 ต้นกล้า ได้แก่ ต้นมะค่าโมง,ต้นสัก และต้นขี้เหล็ก สำหรับประเภทไม้ผล จำนวน 5,390 ต้นกล้า ได้แก่ ต้นมะขามป้อม, มะกอก และพลับป่า เป็นต้น และประเภทไม้เศรษฐกิจ จำนวน 475 ต้นกล้า ได้แก่ ไผ่ซางหม่น, ยูคาลิปตัส และสะตอ เป็นต้น ทั้งนี้ได้กระจายต้นกล้าเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ 7 หมู่บ้านในโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า มีวนา อันได้แก่ หมู่บ้านขุนลาว, หมู่บ้านห้วยคุณพระ, หมู่บ้านร่มเย็น, หมู่บ้านห้วยไคร้, หมู่บ้านใหม่พัฒนา, หมู่บ้านผาแดงหลวงและหมู่บ้านดอยช้าง

ภาพโครงการ “ปลูกป่า มีกาแฟ มีวนา สร้างความยั่งยืนให้วิถีชุมชน”
ผลการดำเนินงานประจำปี 2568

อีกหนึ่งโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนในการเตรียมความพร้อมแนวกันไฟ ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ เช่น หน่วยงานทั้งภารรัฐและเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามครอบคลุมพื้นที่ป่าของชุมชน ให้สามารถป้องกันหรือลดระดับความรุนแรงและผลกระทบที่เกิดจากไฟป่าและหมอกควัน PM 2.5 ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาที่มักพบเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูแล้งเดือนมกราคม ถึงเมษายน พื้นที่ป่าอุทยานและเขตป่าสงวน คือ ไฟป่า แนวทางที่สามารถป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากไฟป่าได้ คือ การจัดทำแนวกันไฟ หรือ แนวกีดขวางตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อหยุดยั้งไฟป่าหรือเพื่อเป็นแนวตรวจการณ์ไฟ และเป็นแนวตั้งรับในการดับไฟป่า ซึ่งมีวนาได้กำหนดแนวทางการป้องกันไฟป่าออกเป็น 3 แนวทาง ดังนี้
- การจัดทำแนวกันไฟ โดยจะดำเนินการแผ้วถาง เก็บกวาดเศษใบไม้ กิ่งไม้ ที่ใช้เป็นแนวกันไฟของชาวบ้านเดิมที่มีอยู่แล้วให้สะอาด ไม่มีเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการลุกลามหรือจำกัดเขตการลุกลามหากเกิดไฟป่าขึ้น
- การลาดตระเวนป้องกันไฟป่า โดยจะเป็นการแบ่งเวรยามลาดตระเวนตามเส้นทางที่มีความเสี่ยงในการเกิดไฟป่า ซึ่งพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของสมาชิก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างเขตแดน หรือ ไฟป่าข้ามแดน และเมื่อพบสถานการณ์ไฟป่าเกิดขึ้น หน่วยลาดตระเวนจะแจ้งไปยังผู้นำชุมชน เพื่อชักชวนให้ชาวบ้านช่วยกันเข้าไปควบคุมไฟไม่ให้เกิดการลุกลามขึ้น โดยแผนการลาดตระเวน กำหนดขึ้นประมาณ 2 – 4 ครั้ง/สัปดาห์
- การใช้พืชป้องกันไฟ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้ชาวบ้านป้องกันไฟเข้าลุกลามจนเกิดความเสียหายในพื้นที่สวนของชาวบ้าน ด้วยการให้ความสำคัญในการคัดเลือกต้นไม้ที่ปลูก นอกจากสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนแล้วนั้น ต้องปกป้องกันไฟป่าลุกลามเข้าพื้นที่อีกด้วย ดังนั้นการปลูกกาแฟอินทรีย์ภายใต้ร่มเงาป่า เป็นพืชที่สามารถป้องกันไฟป่าเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากชาวบ้านจัดทำแนวกันไฟในแปลงของตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามเข้ามาสร้างผลกระทบและความเสียหายต่อสวนกาแฟของตนเอง
ดังนั้นแนวทางการป้องกันไฟป่าทั้ง 3 แนวทาง ต้องเป็นแนวทางที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นหลัก เนื่องจากคนในชุมชน เป็นผู้ที่รู้จักทรัพยากรในชุมชนของตนเอง ซึ่งชาวบ้านจะรู้ว่าจุดใดควรทำ จุดใดควรเว้นไว้ และคนจัดทำแนวกันไฟบนพื้นที่ป่าต้นน้ำ จึงต้องเป็นคนที่มีความชำนาญในพื้นที่นั้น ๆ โดยให้ชุมชน ชาวบ้าน เป็นกำลังหลักในการดำเนินงานและทางมีวนา เป็นผู้ให้การสนับสนุน เช่น อาหาร น้ำดื่ม หน้ากากป้องกัน และวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของชาวบ้านผู้มีส่วนร่วมในพื้นที่
เป้าหมายในการจัดทำแนวกันไฟประจำปี2568
- จัดทำแนวกันไฟป่าให้ครอบคลุมพื้นที่ จำนวน 7 หมู่บ้าน
- ดำเนินการลาดตระเวนเพื่อป้องกันไฟป่าในพื้นที่ 7 หมู่บ้าน

ข่าวสารและกิจกรรม
โครงการขยายการจัดส่งสินค้าแบบส่งตรง (Direct Shipment) 2567
ในการดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องมีกระบวนการจัดส่งและกระจายสินค้าไปทั่วประเทศนั้น บริษัทได้ดำเนินกิจกรรมที่สำคัญนี้ผ่านบริษัทคู่ค้าที่ให้บริการขนส่งสินค้าในแต่ละภาคและเพื่อเป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับคู่ค้า
โครงการใช้พลังงานสะอาดทดแทน 2567
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัดและบริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด ซี่งเป็นบริษัทย่อย ได้ยึดถือนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2567
น้ำสะอาดถูกจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในขั้นตอนล้างทำความสะอาดวัตถุดิบและการล้างทำความสะอาดเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ เป้าหมายของโครงการนี้คือ การลดปริมาณการปล่อยน้ำหลังการบำบัดลงสู่คลองสาธารณะ ดังนั้นบริษัทจึงเล็งเห็นว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างเหมาะสม
การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ 2567
บริษัท มีวนา จำกัด ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่า 7 หมู่บ้านและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ สร้างการมีส่วนร่วมด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)
กิจกรรมรณรงค์ลดใช้พลังงานไฟฟ้า สร้างองค์กรสีเขียวอย่างยั่งยืน 2024
เพื่อส่งเสริมให้พนักงานตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างวัฒนธรรมองค์กร ด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสร้างสรรค์
กิจกรรมงาน Energy Day ครั้งที่ 2/2567 ของคณะทำงานจัดการพลังงาน กลุ่มบริษัทพรีเมียร์
เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสร้างความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของพนักงานในการร่วมอนุรักษ์พลังงานผ่าน กิจกรรมประกวดแฟชั่น “รีไซเคิลสตีทส์”
กิจกรรมประกวดเครื่องประดับ จากวัสดุเหลือใช้ 2024
เพื่อส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร โดยประดิษฐ์สิ่งของ จากวัสดุเหลือใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเครื่องประดับสุดว้าว ให้กับเพื่อนๆ เพื่อประกวดแฟชั่น ในกิจกรรมงาน Energy Day ครั้งที่ 2/2567
การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ประจำปี 2566
บริษัท มีวนา จำกัด ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่า 7 หมู่บ้านและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ จัดหาต้นกล้าที่มีความหลากหลายชนิดให้นำมาปลูก จำนวน 12,800 ต้นกล้า
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2566
เป้าหมายในการนำน้ำกลับมาใช้ 66,192 ลบ.ม./ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 52.61 tonCO2e/ปี ลดต้นทุนค่าน้ำประปา 1.23 ล้านบาท/ปี
การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประจำปี 2566
บริษัทได้ร่วมกับบริษัทย่อยที่เป็นผู้ผลิตสินค้า ดำเนินการขยายการจัดส่งสินค้าแบบส่งตรง(Direct Shipment) จากโรงงานไปยังศูนย์กระจายสินค้าห้้างบิ๊กซี,ห้างโลตััสและศูนย์กระจายสิินค้าเดอเบล เพื่อลดระยะทางและขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน
การใช้พลังงานสะอาดทดแทน ประจำปี 2566
บริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งได้เริ่มต้นดำเนินการลงทุนติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ตั้งแต่ปี 2560 และได้เพิ่มการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มาอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ.2566 สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้ 1,579.56 เมกะวัตต์ชั่วโมง/ปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 789.62 tonCO2e/ปี
การอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ ประจำปี 2565
บริษัท มีวนา จำกัด ร่วมกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกาแฟอินทรีย์รักษาป่า 7 หมู่บ้านและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ สร้างการมีส่วนร่วมด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) โดยการดำเนินงานหลักจากการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ และการดูแลรักษา
การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2565
น้ำสะอาดเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการผลิตต้องใช้น้ำในเกือบทุกขั้นตอนของการผลิต โดยเฉพาะในขั้นตอนล้างทำความสะอาดวัตถุดิบ น้ำที่ใช้ล้างทำความสะอาดเครื่องจักร อุปกรณ์การในกระบวนการผลิต เป้าหมายของโครงการนี้คือ ลดปริมาณการปล่อยน้ำหลังการบำบัดน้ำลงสู่คลองสาธารณะ
การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประจำปี 2565
บริษัทดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องมีกระบวนการจัดส่งและกระจายสินค้าไปทั่วประเทศนั้น โดยดำเนินการผ่านบริษัทคู่ค้าที่ให้บริการขนส่งสินค้า จึงถือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการในห่วงโซ่ธุรกิจที่สำคัญ และเพื่อเป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าร่วมกับคู่ค้าด้วยการขยายผลการพัฒนาการใช้พลังงาน
การใช้พลังงานสะอาดทดแทน ประจำปี 2565
บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัดและบริษัท พรีเมียร์ แคนนิ่ง อินดัสตรี้ จำกัด ซี่งเป็นบริษัทย่อย ได้ยึดถือนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน ซึ่งเชื่อมโยงถึงการใช้พลังงานทดแทน ดังนั้นการบริหารจัดการใช้ไฟฟ้าถือเป็นภารกิจที่สำคัญในการดำเนินงาน