about



ข้อบังคับ
ของ

บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
(มหาชน)

  • หมวดที่ 1 บททั่วไป
  • ข้อ 1.      
    ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับของบริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)

    ข้อ 2.      
    คำว่า “บริษัท” ในข้อบังคับนี้ หมายถึง บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)

    ข้อ 3.      
    ข้อบังคับนี้ถ้ามิได้ตราไว้เป็นประการอื่น ให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย บริษัทมหาชนจำกัด
     มาใช้บังคับทุกประการ

  • หมวดที่ 2 การออกหุ้น
  • ข้อ 4.      
    หุ้นของบริษัทเป็นหุ้นสามัญ  มีมูลค่าหุ้นละ 1 บาท  หุ้นทุกหุ้นของบริษัทเป็นหุ้นที่ต้องใช้เงินครั้งเดียว           จนเต็มมูลค่า
    บริษัทอาจออกหุ้น หุ้นกู้ หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ หรือหุ้นบุริมสิทธิ รวมทั้งหลักทรัพย์อื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้น บุคคลใด ๆ หรือประชาชนทั่วไปได้ และการแปลงสภาพหุ้นกู้แปลงสภาพหรือหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ ให้ดำเนินการภายใต้บังคับบทบัญญัติของกฎหมาย

    ข้อ 5.      
    ใบหุ้นของบริษัทนี้เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือหุ้น และต้องมีกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท
    กรรมการอาจมอบหมายให้นายทะเบียนหุ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ลงหรือพิมพ์ลายมือชื่อแทนก็ได้ ซึ่งการลงหรือพิมพ์ลายมือชื่อดังกล่าวนั้นให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนหุ้นกำหนด
    ในกรณีที่บริษัทมอบหมายให้ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นนายทะเบียนหุ้นของบริษัท วิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับงานทะเบียนของบริษัทให้เป็นตามที่นายทะเบียนหุ้นกำหนด

    ข้อ 6.      
    บริษัทจะออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนบริษัท หรือ  นับแต่วันที่ได้รับเงินค่าหุ้นครบถ้วน กรณีจำหน่ายหุ้นที่ออกใหม่ภายหลังจดทะเบียนบริษัท

    ข้อ 7.      
    ใบหุ้นฉบับใดชำรุดหรือลบเลือนในสาระสำคัญ ผู้ถือหุ้นอาจขอให้บริษัทออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยเวนคืนใบหุ้นเดิม ในกรณีนี้บริษัทจะออกใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
    ในกรณีใบหุ้นสูญหายหรือถูกทำลาย ผู้ถือหุ้นจะต้องนำหลักฐานการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และหลักฐานอื่นที่บริษัทกำหนดมาแสดงต่อบริษัท บริษัทจะออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

    ข้อ 8.      
    บริษัทอาจเรียกค่าธรรมเนียมในการออกใบหุ้นใหม่แทนใบหุ้นที่สูญหาย ลบเลือน หรือ ชำรุด หรือ      ในการที่ผู้ถือหุ้นขอสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน พร้อมคำรับรองของบริษัทได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

    ข้อ 9.      
    ห้ามมิให้บริษัทเป็นเจ้าของหุ้น หรือรับจำนำหุ้นของบริษัทเอง ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

    1. บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ออกเสียงไม่เห็นด้วยกับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งอนุมัติการแก้ไขข้อบังคับของบริษัทเกี่ยวกับสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผล  ซึ่งผู้ถือหุ้นเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม
    2. บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนเพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารทางการเงิน ในกรณีที่บริษัทมีกำไรสะสมและสภาพคล่องส่วนเกิน และการซื้อหุ้นคืนนั้นไม่เป็นเหตุให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน

    ทั้งนี้ หุ้นที่บริษัทถือไม่นับเป็นองค์ประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่มีสิทธิในการ ออกเสียงลงคะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผล บริษัทจะต้องจำหน่ายหุ้นที่บริษัทซื้อคืนตามวรรคก่อน ภายในเวลาที่บริษัทกำหนดในโครงการซื้อหุ้นคืน ทั้งนี้ ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนได้ภายในเวลาที่กำหนด บริษัทจะดำเนินการลดทุนที่ชำระแล้วโดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียนส่วนที่จำหน่ายไม่ได้
    การซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้น และการตัดหุ้นจดทะเบียนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไว้
    การซื้อหุ้นคืนของบริษัทดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่การ ซื้อหุ้นคืนดังกล่าวมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนชำระแล้ว ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริษัทในการอนุมัติการซื้อหุ้นคืนดังกล่าวได้

  • หมวดที่ 3 การโอนหุ้น
  • ข้อ 10.    
    หุ้นของบริษัทให้โอนกันได้โดยเสรี  เว้นแต่การโอนหุ้นใดที่ทำให้ขัดต่อข้อความในข้อ 11. แล้ว  บริษัทจึงมีสิทธิปฏิเสธการโอนหุ้นนั้นได้
                  ในระหว่าง 21 วัน ก่อนวันประชุมผู้ถือหุ้นแต่ละครั้ง บริษัทจะงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้นก็ได้ โดยประกาศให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า ณ สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา (ถ้ามี) ไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนวันเริ่มงดรับลงทะเบียนการโอนหุ้น

    ข้อ 11.    
    บริษัทเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย และกำหนดจำนวนผู้ถือหุ้นให้บุคคลผู้มีสัญชาติต่างด้าวถือหุ้นของบริษัทรวมทั้งสิ้นไม่เกินร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียน

    ข้อ 12.    
    การโอนหุ้นย่อมสมบูรณ์เมื่อผู้โอนได้สลักหลังใบหุ้น โดยระบุชื่อผู้รับโอนและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน และส่งมอบใบหุ้นให้แก่ผู้รับโอน
                  การโอนหุ้นใช้ยันบริษัทได้เมื่อบริษัทได้รับคำร้องขอให้ลงทะเบียนโอนหุ้นแล้ว และใช้ยันบุคคล ภายนอกได้เมื่อบริษัทได้ลงทะเบียนการโอนหุ้นแล้ว
                  เมื่อบริษัทเห็นว่าการโอนหุ้นถูกต้องตามกฎหมาย ให้บริษัทลงทะเบียนการโอนหุ้นภายใน  14  วัน    นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ หากการโอนหุ้นไม่ถูกต้องสมบูรณ์ให้บริษัทแจ้งแก่ผู้ยื่นคำร้องภายใน 7 วัน
                  หากหุ้นของบริษัทได้รับการจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การโอนหุ้นให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

  • หมวดที่ 4 กรรมการ

  • ข้อ 13.    
    คณะกรรมการของบริษัทมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นผู้แต่งตั้ง และกรรมการ  ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

    ข้อ 14.    
    ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งกรรมการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้
           (1) ผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง มีคะแนนเสียงเท่ากับ 1 หุ้นต่อ 1 เสียง
           (2) ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะต้องใช้คะแนนเสียงที่มีอยู่ทั้งหมดตาม (1) เลือกตั้งบุคคลคนเดียวหรือ
    หลายคนเป็นกรรมการก็ได้  แต่จะแบ่งคะแนนเสียงให้แก่ผู้ใดมากน้อยเพียงใดไม่ได้
           (3) บุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดตามลำดับลงมา เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการเท่า
    จำนวนกรรมการที่จะพึงมีหรือพึงเลือกตั้งในครั้งนั้น ในกรณีที่บุคคลซึ่งได้รับการเลือกตั้งในลำดับถัดลงมา มีคะแนนเสียงเท่ากันเกินจำนวนกรรมการที่จะพึงมีหรือพึงเลือกในครั้งนั้น ให้ผู้เป็นประธานเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด

    ข้อ 15.     
    ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่ง 1 ใน 3 ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็น 3 ส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วน 1 ใน 3
    กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรกและปีที่ 2 ภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้น ให้ใช้วิธีจับสลากกันว่าผู้ใดจะออก ส่วนปีหลังๆต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้นเป็นผู้ออกจากตำแหน่งกรรมการที่ออกตามวาระนั้นอาจถูกเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ก็ได้

    ข้อ 16.         
    กรรมการมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัล เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส
    หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามข้อบังคับหรือตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะอนุมัติซึ่งอาจกำหนดเป็นจำนวนแน่นอนหรือวางเป็นหลักเกณฑ์ และจะกำหนดไว้เป็นคราว ๆ ไป หรือจะให้มีผลตลอดไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ และนอกจากนั้นให้ได้รับเบี้ยเลี้ยง และสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบของบริษัท
       ความในวรรคหนึ่งไม่กระทบกระเทือนสิทธิของพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการในอันที่จะได้รับค่าตอบแทนและผลประโยชน์ในฐานะที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท

    ข้อ 17.    
    นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
           (1)ตาย
           (2)ลาออก
           (3)ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
           (4)ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้ออก
           (5)ศาลมีคำสั่งให้ออก

    ข้อ 18.    
    กรรมการคนใดจะลาออกจากตำแหน่งให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออก
    ไปถึงบริษัท
    กรรมการที่ลาออกตามวรรคหนึ่ง จะแจ้งการลาออกของตนให้นายทะเบียนทราบด้วยก็ได้

    ข้อ 19.    
    ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้คณะกรรมการเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนดเข้าเป็นกรรมการแทนในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป  เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่า 2 เดือน บุคคลซึ่งเข้าเป็นกรรมการแทนดังกล่าวจะอยู่ในตำแหน่งได้เพียง       เท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการที่ตนแทน

    ข้อ 20.    
    ที่ประชุมอาจลงมติให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง ออกจากตำแหน่งก่อนถึงคราวออกตามวาระได้ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงและมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นที่ถือ โดยผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงในการประชุมนั้น

    ข้อ 21.    
    กรรมการจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือไม่ก็ได้

    ข้อ 22.    
    ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
    ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จะเลือกกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นรองประธานกรรมการก็ได้ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน หรือบุคคลอื่นใดปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนคณะกรรมการก็ได้

    ข้อ 23.    
    ในการประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
    ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ถ้ามีรองประธานกรรมการ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธาน ถ้าไม่มีรองประธานกรรมการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
    การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก โดยกรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน  กรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียในเรื่องใดไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

    ข้อ 24.    
    กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
    จำนวนหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทนั้น  ให้กรรมการอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท  และให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทได้

    ข้อ 25.    
    ห้ามมิให้กรรมการประกอบกิจการเข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลอื่นที่มีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัท เว้นแต่จะแจ้งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบก่อนที่จะมีมติแต่งตั้ง 

    ข้อ 26.    
    คณะกรรมการของบริษัทต้องประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง ในท้องที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่  หรือท้องที่ใกล้เคียงแห่งใดก็ได้

    ข้อ27.         
    คณะกรรมการอาจแต่งตั้งบุคคลอื่นใดให้ดำเนินกิจการของบริษัทภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการหรืออาจมอบอำนาจเพื่อให้บุคคลดังกล่าวมีอำนาจตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรและภายในเวลาที่กรรมการเห็นสมควร และคณะกรรมการอาจยกเลิกเพิกถอนเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอำนาจ นั้น ๆ ได้

  • หมวดที่ 5 การประชุมผู้ถือหุ้น
  • ข้อ 28.    
    คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นการประชุมสามัญประจำปีภายใน 4 เดือนนับแต่    วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท

    การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากที่กล่าวแล้วให้เรียกว่า  “การประชุมวิสามัญ”  คณะกรรมการ      จะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็น  “การประชุมวิสามัญ”  เมื่อใดก็ได้สุดแต่จะเห็นสมควร  หรือผู้ถือหุ้นรวมกันนับจำนวนหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด  หรือผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25 คน  ซึ่งมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่า    1 ใน 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด  ได้เข้าชื่อกันทำหนังสือขอให้คณะกรรมการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องระบุเหตุผลในการที่ขอให้เรียกประชุมไว้ให้ชัดเจนในหนังสือดังกล่าวด้วย คณะกรรมการต้องจัดประชุมภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือจากผู้ถือหุ้น

    ข้อ 29.    
    ในการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ให้คณะกรรมการจัดทำเป็นหนังสือนัดประชุมระบุ สถานที่ วัน เวลา  ระเบียบวาระการประชุม และเรื่องที่จะเสนอต่อที่ประชุม พร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควร โดยระบุให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่จะเสนอเพื่อทราบ เพื่ออนุมัติ หรือเพื่อพิจารณา แล้วแต่กรณี รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการในเรื่องดังกล่าว และจัดส่งให้ผู้ถือหุ้น และนายทะเบียนทราบด้วยไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม ทั้งนี้ให้โฆษณาคำบอกกล่าวนัดประชุมในหนังสือพิมพ์ไม่น้อยกว่า 3 วันด้วย
    สถานที่ที่จะให้เป็นที่ประชุมตามวรรคหนึ่ง ต้องอยู่ในท้องที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท หรือท้องที่ในจังหวัดใกล้เคียง 

    ข้อ 30.    
    ในการประชุมผู้ถือหุ้นต้องมีผู้ถือหุ้น และผู้รับมอบฉันทะจากผู้ถือหุ้น (ถ้ามี) มาประชุมไม่น้อยกว่า 25 คน หรือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด และต้องนับจำนวนหุ้นรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
    ในกรณีที่ปรากฏว่าการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใด เมื่อล่วงเวลานัดไปแล้วถึง 1 ชั่วโมงจำนวนผู้ถือหุ้นซึ่งมาเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามที่กำหนดไว้ หากว่าการประชุมผู้ถือหุ้นได้เรียกนัดเพราะผู้ถือหุ้นร้องขอ การประชุมเป็นอันระงับไป ถ้าการประชุมผู้ถือหุ้นนั้นมิใช่เป็นการเรียกประชุมเพราะผู้ถือหุ้นร้องขอ ให้นัดประชุมใหม่ และให้ส่งหนังสือนัดประชุมไปยังผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม ในการประชุมครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าต้องครบองค์ประชุม

    ข้อ 31.    
    มติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ให้ประกอบด้วยคะแนนเสียงดังต่อไปนี้

           (1)ในกรณีปกติให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน
    ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียง 1 เป็นเสียงชี้ขาด

           (2) ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้น
    ซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

                  (ก)การขายหรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมด  หรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่บุคคลอื่น
                  (ข)การซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่น  หรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัท

    1. ทำการแก้ไขหรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วน   ที่สำคัญ
    2. การมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าจัดการธุรกิจของบริษัท
    3. การรวมกิจการกับบุคคลอื่น โดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน
    4. การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับ
    5. การเพิ่มทุนหรือลดทุนของบริษัท หรือการออกหุ้นกู้
    6. การควบหรือเลิกบริษัท

     

    ข้อ 32.    
    กิจการอันที่ประชุมสามัญประจำปี พึงกระทำมีดังนี้
           (1)พิจารณารายงานของคณะกรรมการที่เสนอต่อที่ประชุม แสดงว่าในรอบปีที่ผ่านมากิจการของบริษัทได้จัดการไป
           (2)พิจารณาและอนุมัติงบดุล
           (3) พิจารณาจัดสรรเงินกำไร
           (4)เลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ
           (5)แต่งตั้งผู้สอบบัญชี
           (6)กิจการอื่น ๆ

    ข้อ 33.    
    ในกรณีที่บริษัทหรือบริษัทย่อย ตกลงเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการที่เกี่ยวกับการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ ตามความหมายที่กำหนดตามประกาศตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้บังคับกับการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทจดทะเบียน หรือรายการที่เกี่ยวกับการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนแล้วแต่กรณี ให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประกาศดังกล่าวกำหนดไว้ในเรื่องนั้น ๆ ด้วย

  • หมวดที่ 6 การบัญชีการเงินและการสอบบัญชี
  • ข้อ 34.    
    รอบปีบัญชีของบริษัทเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี

    ข้อ 35.    
    บริษัทต้องจัดให้มีการทำและเก็บรักษาบัญชี ตลอดจนการสอบบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และต้องจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน อย่างน้อยครั้ง 1 ในรอบ 12 เดือน อันเป็นรอบปีบัญชีของบริษัท

    ข้อ 36.    
    คณะกรรมการต้องจัดให้มีการทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุน ณ วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชี ของบริษัทเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญประจำปีเพื่อพิจารณาอนุมัติ งบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนนี้ คณะกรรมการต้องจัดให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบให้เสร็จก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น

    ข้อ 37.    
    คณะกรรมการต้องจัดส่งเอกสารดังต่อไปนี้ให้ผู้ถือหุ้น พร้อมหนังสือนัดประชุมสามัญประจำปี
           (1)สำเนางบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้ว พร้อมกับรายงานการตรวจสอบบัญชีของผู้สอบบัญชี
           (2)รายงานประจำปีของคณะกรรมการ

    ข้อ 38.    
    ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ในกรณีที่บริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ห้ามมิให้แบ่งเงินปันผล เงินปันผลให้แบ่งตามจำนวนหุ้น หุ้นละเท่า ๆ กัน 
    คณะกรรมการอาจจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นครั้งคราว ในเมื่อเห็นว่าบริษัทมี      ผลกำไรสมควรพอที่จะทำเช่นนั้น และรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมคราวต่อไป
    การจ่ายเงินปันผลให้ทำภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ประชุมผู้ถือหุ้น หรือคณะกรรมการลงมติ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ให้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ถือหุ้น กับให้โฆษณาคำบอกกล่าวจ่ายเงินปันผลนั้นในหนังสือพิมพ์ด้วย

    ข้อ 39.    
    ในกรณีที่บริษัทยังจำหน่ายหุ้นไม่ครบตามจำนวนที่จดทะเบียนไว้ หรือบริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุนแล้ว บริษัทอาจจ่ายเงินปันผลทั้งหมดหรือบางส่วนโดยออกเป็นหุ้นสามัญใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นโดยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ได้

    ข้อ 40.    
    บริษัทต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี  ส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิประจำปี หักด้วยยอดเงินขาดทุนสะสมยกมา(ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองนี้จะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของทุนจดทะเบียน

    ข้อ 41.    
    บริษัทอาจกำหนดรายจ่ายเพื่อการกุศล การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์ได้ตามจำนวนเงินที่กรรมการเห็นสมควรโดยคำนึงถึงผลการประกอบการและฐานะทางการเงินของบริษัท
    อย่างไรก็ตามหากผลประกอบการของบริษัทในรอบปีบัญชีใดมีกำไรสุทธิ บริษัทจะต้องนำเงินเท่ากับจำนวนร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิหลังจากหักภาระค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบปีบัญชีนั้น บริจาคเพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาของแก่เยาวชนที่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาส ต่อมูลนิธิยุวพัฒน์ หรือองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆซึ่งมีความน่าเชื่อถือ ตามที่กรรมการกำหนด ภายในระยะเวลา 2 เดือนนับจากวันที่ได้นำส่งงบการเงินของรอบบัญชีนั้นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ข้อ 42.       
    ผู้สอบบัญชีต้องไม่เป็นกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ของบริษัท

    ข้อ 43.       
    ผู้สอบบัญชีมีอำนาจตรวจสอบบัญชี เอกสารและหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยวกับรายได้รายจ่าย ตลอดจนทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทในระหว่างเวลาทำการของบริษัท ในการนี้ให้มีอำนาจสอบถามกรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ใด ๆ ของบริษัท และตัวแทนของบริษัท รวมทั้งให้ชี้แจงข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารหลักฐานอื่นใด ที่เกี่ยวกับรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท ตลอดจนการดำเนินกิจการของบริษัทได้

    ข้อ 44.        
    ผู้สอบบัญชีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ทุกครั้งที่มีการพิจารณางบดุล บัญชีกำไรขาดทุน และปัญหาเกี่ยวกับบัญชีของบริษัท เพื่อชี้แจงการตรวจสอบบัญชีต่อผู้ถือหุ้น ให้บริษัทจัดส่งรายงานและเอกสารของบริษัทที่ผู้ถือหุ้นจะพึงได้รับ ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนั้นให้แก่ผู้สอบบัญชีด้วย

  • หมวดที่ 7 บทเพิ่มเติม
  • ข้อ 45.        
    ข้อบังคับนี้หากมีที่จำเป็นหรือสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณา จัดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตามกฎหมาย

    ข้อ 46.    
    ตราของบริษัทให้ใช้ดังที่ประทับไว้นี้